“The world is like a stove that can be used to cook million different kinds of food.”

โลก เปรียบเสมือน เตา 1 อัน สามารถแปรอาหารได้ไม่รู้กี่ล้านชนิด



Undiscovered Language







Compositions

Kratunglok 1 “4 Elements Pounding the World and World Pounding Novel” (2006)
   
Kratunglok 2 “All Things are Presumed and Writer is Not Educated” Kratunglok Special Edition “Underground Flowers and As if in Buddha Era “ (With over a Thousand More unpublished)
   
No.      Writings     

1     

2     

3     

4     

5     

6     

7     

8     

9     

10     

11     

12     

13     

14     

15     

16     

17     

18     

19     

20     

21     

22     

23     

24     

25     

26     

27     

28     

29     

30     

31     

32     

33     

34     

35     

36     

37     

The Wheel of Life

Troubled for Eternity

Fortune Teller Loses Faith

The Code of Life

Success Needs No Certificate

Death is Definite

A Pathetic Fool

Spiritually Aware

The Journey of Life

A Man and His World

Karma Reborn

Warning Signs

The Journey of LIfe

Emptiness

Enslaved Mistress

Internal Disorder

Global Society

The World’s Orbit

Never Enough

A Subpoena

The Term “Lifted”

Time Never Stops

A Sign from Above

Ancient Way of Life

Victor in Life

Ancestral

Value of Man

Simulated World

Fortune Teller

Global Warming and Storm Surge

Gambling Addict

When the 4 Elements subside

Sufficiency

A Hunch

Evil Time

The Selfish

The Sinful






                           
Kratunglok 1 “4 Elements Pounding the World and World Pounding Novel” (2006)








                           
Kratunglok 2 “All Things are Presumed and Writer is Not Educated”








                           
Kratunglok 1 “4 Elements Pounding the World and World Pounding Novel” (2006)








                           
Kratunglok 2 “All Things are Presumed and Writer is Not Educated”









Everything is just a temporary existence


ทุกอย่าง...ล้วนสมมุติ


วันนี้จะบรรยายเรื่อง การสมมุติ

สมมุติที่ว่านี้ เริ่มจากการเริ่มต้นเลยก็คือ เรื่องจากการสมมุติโลกนี้ขึ้นมา สมมุติต้นไม้ แม่น้ำ ภูเขา และแล้วก็ได้สมมุติโลก สัตว์นานาชนิด พร้อมด้วย มนุษย์ พราหมณ์ อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ และ เทวดาเหล่ามนุษย์ทั้งหลาย สิ่งต่าง ๆ ในอเนกชาติ ภพชาติ ทั้งหมด ล้วนแต่สมมุติทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ ในสภาวะโลกนานาชนิดนี้ ที่มันเกิดขึ้นทุกวันนี้ ก็เป็นเรื่องสมมุติทั้งสิ้น ดินทลาย อีกหน่อยก็หาย ฝนตกอีกหน่อยก็ซา ฟ้าร้องอีกหน่อยก็หมด แดดส่อง อีกหน่อยก็ชิงพลบ กาลเวลานำมาซึ่งความสมมติทั้งสิ้น

สมมุติ คนเรานั้นสมมุติขึ้นมาทั้งนั้น เดี๋ยวเป็นพ่อ เดี๋ยวเป็นแม่ เดี๋ยวกลับมาเป็นลูก เดี๋ยวกลับเป็นพี่ เดี๋ยวเป็นน้อง สมมุติกันชั่วกัป ชั่วกัลป์ ชั่วอเนกชาติ กลับเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏนี้ สมมุติแล้ว สมมุติเล่า จนในที่สุดก็ไม่หยุดในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย สูงที่สุด ต่ำสุด และในที่สุดก็คือ สภาวะกรรมนั่นเอง

กรรมบนโลกใบนี มันเป็นกรรมอันเดียวกัน จะทำสิ่งใดก็แล้วแต่ จะเป็นเศรษฐี ยาจก จะเป็นคนเก็บขยะ หรือจัณฑาล ขอทาน แม้นแต่จะมีเศรษฐกิจดี หรือจะมีความร่ำรวย สวย หล่อ สักปานใดก็หาอะไรที่จะเป็นหลักความจริงจากความสมมุติไม่ได้

แม้นจะสวย รวย หล่อ อีกหน่อยก็ต้องสูญสลายไป

ความสวย รวย หล่อ ทั้งหมดนั้น อีกหน่อยก็จะจากไป จะมีเงินสักร้อยล้าน พันล้าน สิ่งนั้นก็จากไป เมื่อกายสังขารถึงเวลาแตกดับ เพราะฉะนั้นผู้เขียนถึงได้ถือว่า สิ่งทั้งหมดนั้นล้วนแต่สมมุติทั้งสิ้น สมมุติมา สมมุติไป กลับเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ณ.ตลอดเวลา

ก็คงไม่ผิดอะไรกับโลกใบนี้ ก็ความสมมุติชั่วครั้งชั่วคราว เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวแดดออก เดี๋ยวหมอกลง เดี๋ยวหิมะตก เดี๋ยวน้ำแข็งละลาย ก็นำมาซึ่งความสมมติทั้งสิ้น ก็สิ่งทั้งหมดนั้นในที่สุดมันก็สูญสลายไป จากน้ำแข็งละลายเป็นน จากน้ำตั้งไว้นานก็จะระเหยและก็จะเหือดแห้งไปฉันใด ทุกสิ่งอย่างที่มันหมุนโคจรไปในสังสารวัฏนี้ มันก็ล้วนแต่สมมุติทั้งสิ้น

แล้วทำไมมนุษย์โลกถึงสอนไม่จำ

พูดง่าย ๆ ว่าตำเท่าไหร่ก็ไม่แหลก เพราะดื้อด้าน สอนยากเพราะมันมากด้วยมิจฉาทิฐิ ไม่ว่าจะเป็นระดับไหน จากผู้ใหญ่ไล่ลงมาจนเด็กอ่อนที่มันนอนอยู่ในแบเบาะก็มีความทุกข์ สูงแค่ไหนจนถึงดาวอังคาร ดวงจันทร์ก็มีความทุกข์ เนื่องจากว่ามีการสมมุตินั่นเอง สมมุตินั่น สมมุตินี่ สมมติว่าอย่างงี้ อย่างงั้น ก็ไม่ต้องไปเปรียบอะไรมากมาย


ก็เหมือนที่คนทำกับข้าว มีเตาอยู่ ๑ อัน

ก็สามารถที่จะดัดแปลงกับข้าวนั้น ได้เป็นร้อย เป็นพันชนิดก็ได้ ฉันใด

ความสมมติทั้งหลายก็ฉันนั้น


เพราะฉะนั้นต้องมาวิเคราะห์ วิจัยให้ดี ๆ เถิดว่า ทุกข์อะไร เดี๋ยวก็หาย สุขอะไร เดี๋ยวก็หาย ความสุขหรือความทุกข์นั้นมันก็สมมติตั้งแต่เกิดจนแก่ตาย เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้จักขวนขวายในจิตใจ ไม่รู้จักขวนขวายในการปฏิบัติ ไม่รู้จักขวนขวายในการแยกแยะ ไม่รู้จักแกะ ไม่รู้จักลอกดู ไม่รู้จักเปิดดู ก็ไม่รู้ว่าสิ่งสมมตินั้น ๆ มาจากไหน ก็มาจากสันดานจิตใจที่มันห่อหุ้มมาแต่กำเนิดเกิดมาตั้งแต่ภพชาติ อเนกชาติ ตั้งไม่รู้กี่ร้อย กี่พันชาติ เพราะมันยังไม่หลุดเป็นพระพุทธเจ้า มันก็ยังเวียนว่ายอยู่ในอเนกชาต

เหมือนเรือที่ข้ามฟากแล้ว ก็กลับมาอยู่ฉันนั้นร่ำไป

เปรียบง่ายๆ เหมือนเรือเฟอร์รี่

ที่ข้ามฟากจากดอนสัก ไปเทียบท่าที่เกาะสมุย ก็คงจะข้ามไป ข้ามมา เช่นเดียวกัน


เพราะฉะนั้น อเนกชาติ ภพชาติ ก็เช่นเดียวกัน สมัยเดี๋ยวนี้ต้องพูดอย่างนี้ถึงจะเข้าใจในหลักความจริง เพราะสิ่งสมมตินั้นๆ ถ้ายังไม่หลุดพ้น มันก็ย่อมกลับลงมาอีกฉันใด

เหมือนบุคคลขึ้นรถเมล์ไปทำงาน เย็นก็ต้องขึ้นรถเมล์สายเดิมกลับมาบ้านฉันใด การเวียนว่ายตายเกิด ถ้ายังไม่พ้นเอนกชาติ ภพชาติ แล้วละก็ มันก็ต้องกลับมาตรงเดิมอีก ก็คือกลับมาเกิด มาแก่ มาเจ็บ มาตาย มาสมมุติไม่จบ ไม่สิ้น ดิ้นกันไม่นับ จับกันไม่ถูก

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าถึงสอนให้รู้จักการ "ละ" การวาง ให้เบาบางจากความสมมุติทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลูกเมีย สามี ภรรยา เรื่องอะไรก็แล้วแต่ มันมีการสมมติขึ้นประเดี๋ยว ประด๋าวเท่านั้น เหมือนคนสมมุติแต่งงานมีครอบครัว อีกหน่อยก็จะต้องมีลูก เมื่อมีลูกแล้ว เมื่อตั้งครรภ์แล้ว แน่นอนล่ะ สมมติอยู่ในครรภ์ ๙ เดือน แล้วก็เลื่อนออกมา แล้วต้องสมมติเดิน สมมติวิ่ง ทุกสิ่งอย่างมีนามสมมุติทั้งสิ้นเลย

อันนี้ จะเอ่ยบอกให้ครอบคลุมทั้งจักรวาลนี้ สิ่งทั้งหมดมันล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งสมมุติทั้งสิ้น จะเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ มันอยู่ในอาการดังเช่นนั้น ๆ มันก็สมมุติมา สมมุติไป


พอถึงเวลาอายุขัยของมันมาถึง

สิ่งสมมตินั้นก็หายไปชั่วพริบตาฉันใด

มวลมนุษย์โลกทั้งหลายก็ฉันนั้น

ไม่มีอะไรที่จะหนีจากการสมมุตินี้ไปได้

อันนี้แหละ เพราะความสมมุติอันนี้ทำให้มวลมนุษย์โลก ต้องวิ่งกันจ้าระหวั่น พันกันไปทั่วหมด สมมุติอยากได้ดินแดน อยากเป็นเจ้าของแคว้นเพียงผู้เดียว สมมุติฆ่าคนอื่นเพื่อจะแย่งตำแหน่งเขา สมมุติฆ่าบุคคลอื่น ทำร้ายเขา เพื่อจะได้ภูมิประเทศของเขา ในที่สุดสิ่งนั้น ๆ ก็เน่าเปื่อย แล้วก็ผุพังยั้งไม่อยู่

สมแล้วก็เหมือนดั่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า สิ่งทั้งหลาย เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปฉันใด การสมมตินี้ก็เช่นเดียวกัน แม้นได้มาอีกหน่อยก็เสียไป ได้อะไรมาก็เสียนั้นไป แม้นแต่เราได้ร่างกาย ได้หน้าตา ได้ชื่อเสียง ได้เกียรติยศ ได้นั่น ได้นี่ที่มันสมมุติมา ในที่สุดไม่ช้ามันก็สลายไป โดยที่ใคร ๆ ก็เป็นเจ้านายมันไม่ได้ โดยใคร ๆ ก็เป็นเจ้าของมันไม่ได้


อันนี้แหละ เพราะความสมมุติอันนี้ทำให้มวลมนุษย์โลก ต้องวิ่งกันจ้าระหวั่น พันกันไปทั่วหมด

สมมุติอยากได้ดินแดน อยากเป็นเจ้าของแคว้นเพียงผู้เดียว

สมมุติฆ่าคนอื่นเพื่อจะแย่งตำแหน่งเขา

สมมุติฆ่าบุคคลอื่น ทำร้ายเขา เพื่อจะได้ภูมิประเทศของเขา

ในที่สุดสิ่งนั้น ๆ ก็เน่าเปื่อย แล้วก็ผุพังยั้งไม่อยู่


อันนี้ผู้รู้ทั้งหลายก็น่าจะเข้าใจ ก็ลองมาพิจารณาเถิดว่า

สิ่งสมมุติทั้งหลายนั้นเกิดจากไหน ?

มันก็เกิดจากบ่อเกิดแห่งความอยากในอเนกชาติ ,ภพชาติ ที่มันยังไม่เล็ดลอด หลุดลอดออกไปจากบ่วงมาร บ่วงอวิชชา บ่วงทิฐ มีมิจฉาทิฐิแฝงอยู่ มันก็เลยไม่รู้ มันก็เลยใช้ภพแล้ว ภพเล่า ใช้จนไม่รู้จักจบจักสิ้น ในที่สุด เกิดขึ้น แล้วดับไป เกิดขึ้น แล้วดับไป ล้วนแต่สมมติมาทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็น วัน เดือน ปี นับตั้งแต่รอบหนึ่ง หนึ่งรอบคือ ๑๒ ปี ก็นับเฉลี่ยรวมแล้วก็เป็น ๑๒ ปี จะ ๑๒ ปี หรือ ๑๒เดือน หรือ ๑๒ วัน อันนั้น หรือ ๑ อาทิตย์ ๑วัน อันเดียวกันหมดเลย เพียงแต่คนทั้งหลายเอามันมาเอ่ย มาสมมต มาจัดตั้งให้มันเป็นกฏระเบียบ เหมือนผู้ที่เป็นนักเรียน เรียนจากอนุบาล เลื่อนขึ้นมาเป็น ป.๑ ป.๒ถึง ม.๖ ยกไปถึงมหาวิทยาลัย สมมุติไปจนถึงด๊อกเตอร์ แล้วก็ย้อนลงกลับมาทำงานอีกจนถึงเกษียณ แต่ในที่สุดสิ่งสมมุตินั้น ๆ ก็เวียนกลับมาอยู่ที่เก่า ก็คือต้องปลดเกษียณ แล้วก็ต้องอยู่แบบเด็กเหมือนเดิม กลับมาอยู่บ้านเหมือนยังอ่อน แต่สิ่งที่รอคือ รอสมมุติตาย

เมื่อตายไปแล้ว ถ้าจิตนั้นไม่เคยปฏิบัติธรรม ไม่เคยเข้าวัดฟังธรรม ไม่ทำบุญสุนทาน ไม่เคยเคารพนอบน้อมในกฏไตรลักษณ์ กฏแห่งธรรมคำสั่งสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พวกเขาเหล่านั้นก็จะต้องมาเกิดอีก ก็คือมาสมมุติอีก มากินของเก่า กลับมาอยู่ที่เดิมอีก เหมือนขี่เรือกลับไปฝั่งเกาะสมุย พอตอนเย็นก็กลับมาฝั่งดอนสัก สุราษฎร์เหมือนเดิม

อันนี้ก็น่าคิด เพราะการเปรียบเปรยอย่างอื่นทุกคนไม่ค่อยเข้าใจ เพราะทุกคนทุกวันนี้นั้นมันมืด

คนทุกวันนี้มืดมาก มืดยิ่งกว่ามืดกลางคืนเสียอีก กลางคืนมืดพอยังจะเห็นเงาลาง ๆ แต่มืดจิตใจคนนั้น ยิ่งกว่าอยู่ในบ่อร้าง ยิ่งกว่าอยู่ในอุโมงค์เสียอีกเพราะว่ามันมืดสนิทเลย หาทางไปไม่ถูกนั้นคือ จิตมืด จิตบอด กอดแต่ความโสมม ตรมสมมติอยู่นั่นแหละ แกะก็ไม่ออก ดึงให้มาอยู่ที่แจ้งก็แกล้งว่าไม่จริง

อันนี้ก็น่าคิด เพราะคนทุกวันนี้วิ่งไปหาแต่ความมืด พอเจอคนมีปัญญาดึงออกมาไว้ที่แจ้งหน่อย ก็หาว่าสิ่งนั้นแหละไม่ดี แกล้งสมมติ ที่จริงนั่นแหละเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะดึงออกจากชักรอกจากที่มืดให้มาอยู่ที่สว่าง ให้เบาบางจากกิเลสทั้งหลาย ที่มันเกาะแขวนเป็นอุบายหลอกให้พวกเธอทั้งหลายตกลงไปในบ่วง บ่วงที่ว่านี้ก็เป็นบ่วงสมมติ บ่วงตัณหา กิเลส อุปาทาน บ่วงอยากได้ อยากมี อยากดี อยากเด่น อยากเป็นคนใหญ่คนโต อยากเป็นคนโต โชว์โอ้อวด โอ้อวดหน้า โอ้อวดตา โอ้อวดทรัพย์ แต่ก็อับในปัญญาตัว

พวกเหล่านี้มีเยอะเกลื่อนในโลกใบนี้ เต็มไปหมด หน้าตามันอยู่ที่ไหน พ่อแม่ให้มาแล้ว แล้วศักดิ์ กับ ศรี ที่ว่านี้มันอยู่ที่ไหน มันก็สมมติมาทั้งสิ้น ไม่ว่าเขาจะเอาดิ้นเงิน หรือดิ้นทอง เอามาแปะแขวนบนบ่า แขวนบนหัว สิ่งนั้น ๆ ก็สมมติมาทั้งสิ้น

ทุกคนนั้นไม่ค่อยจะเข้าใจในหลักธรรม ไม่เข้าใจในหลักคำสอน ไม่เข้าใจหลักคำพูดนั่นเอง พูดแล้วก็หาว่าพูดมาก พูดแล้วก็หาว่าพูดไม่จริง แล้วจริง ๆ ที่ว่านี้มันอยู่ที่ไหน เพราะพวกอวิชชาจริง ๆ ที่ว่านี้ก็คืออยากได้ของคนอื่น มัวแต่ไปโลภ มัวแต่ไปคอรัปชั่น มัวแต่ไปตีกัน มัวแต่ไประเบิดกัน มัวแต่ไปแย่งชิง อยากจะได้ของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง พวกนี้เรียกว่าพวกมิจฉาทิฐ พวกนี้เรียกว่าอยากได้ของเขาเอามาเป็นของตัวเอง พวกนี้มืดมาก แถมให้ก็คือบาปหนา ไม่รู้ค่าของตัวนั่นเอง ก็สมมติคิดว่าของคนอื่นเป็นของตัวเอง ไปเป็นนักเลงต้องฆ่าเขา ไปคอรัปชั่นเขามา ไปแบ่งปันเอาของเขามาเป็นของตัวเอง อย่างนี้เขาเรียกว่า ไม่มีศักดิ์ กับ ศรี ผู้ไม่มีจรรยาบรรณในตัวเอง คนนั้นแสดงว่าไม่รักเกียรติยศของตัวเอง เกียรติ์ที่ว่านี้ก็ไม่ใช่ เกียจคร้าน ไปแย่งเอาเกียรติ์คนอื่นเป็นเกียรติ์ตัวเอง ไปสมมติของคนอื่นมาสมมติเป็นของตัวเอง พวกนี้ก็จัดได้ว่าใช้ไม่ได้เหมือนกัน เพราะว่าไม่ใช่ของตัวเอง จะไปชื่นใจได้ยังไง จะดีใจได้ยังไง อีกไม่นานสิ่งนั้น ๆ ก็เจ้าของเดิมเขาก็พากลับ อย่างนี้มีนับไม่ถ้วนทั่วสากลโลกนี้

เพราะฉะนั้นโลกใบนี้มีการสมมติของมันอยู่แล้วเนือง ๆ มีดิน มีน้ำ มีลม มีไฟ มีต้นไม้ มีสัตว์นานาชนิด พวกเราเป็นมนุษย์ก็มาร่วมกันเป็นตรงนั้นด้วย แต่เราเป็นสัตว์มนุษย์ที่ค่อนข้างจะประเสริฐ แต่เดี๋ยวนี้หายาก ใช้คำว่าประเสริฐเดี๋ยวนี้หายากมาก เพราะโดยมากนั้นมีแต่คนลืม ลืมตัว ลืมตน ลืมคำว่าคนเลยจนใจ ลืมคนก็ให้คนที่ไหน คนที่จิต คนที่ใจ ถึงได้แต่งตั้งความหมายว่าคน

คน คน เกิดมาเป็นคนให้...ค้นจิต ค้นใจสิ่งที่สมมตินามมานั้นน่ะ ให้ค้นออกดู ว่าจริงที่แท้จริงนั้นมันเป็นตัวตนหรือไม่ เอาออกมาดูจะได้รู้จะได้เห็น จะได้เป็นอย่างที่ว่า จะได้เป็นผู้ที่รู้ค่าของตัวตน เอามาค้นดู รู้แล้วยังเกิดมาจะต้องตาย คนโดยมากพอพูดเรื่องตายแล้วโกรธ โกรธมาก หาว่าสาปแช่งบ้าง หาว่าพูดไม่เป็นศิริมงคลบ้าง บางคนถึงกับวิ่งไปหาหมอดูกลัวจะตาย กลัวจะเป็นเรื่องร้าย จะต้องตายในชีวิต อันนี้ก็น่าสมเพช น่าเวทนามาก พวกนี้ไม่เข้าใจเรื่องตายนั่นเอง ถึงได้วิ่งไปขอให้ดวงช่วย ไปสะเดาะเคราะห์ ไปต่อกรรม ไปช่วยอย่างนั้นอย่างนี้ ให้เขาช่วยสะเดาะเคราะห์

แล้วลืมมองไปลึก ๆ ว่า แล้วคนที่มันสะเดาะเคราะห์

คนต่ออายุให้เราน่ะ เขาจะอายุถึงหมื่นปีหรือ

ไม่ใช่หรอก อายุเขาจะถึงร้อยปีเหรอ ก็มันไม่ใช่

ทุกอย่างงมงายหมด ทุกอย่างสมมุติหมดเลย

ถ้ามีความสมมติกันอย่างนี้แล้ว ชีวิตนี้ก็ไม่รู้จักธรรมแท้น่ะซิ ไม่รู้จักธรรม ไม่รู้จักทำที่ตัว ที่จิต ที่ใจ ไม่รู้จักใช้กฏกรรไกรของศีลห้าให้ถูกต้อง อย่างศีลห้าที่ว่านี้ ก็ไม่ใช่จะต้องเอามาแบก อุ้มมันไว้ ไม่ใช่ ศีลที่ว่านี้ ศีล ศีลปาวาท หรือ ศีลห้า ในฆราวาสให้ดูแลศีลดี ๆ ที่ว่านี้ก็คือ

อย่าฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต อย่าโกหก อย่าลัก...อย่าขโมย

อย่าไปกินเหล้าเมาบุหรี่ อย่าไปเอาเมียคนอื่นเขา ก็คือกาเม

อย่าไปเอาเมียคนอื่นเขา อย่าไปเอาผัวคนอื่นเขา อย่าไปแย่งเอาของที่เขามีเจ้าของเอามาใช้ อันนี้มันเป็นบาป เป็นกรรม พระพุทธเจ้าตรัสเช่นนั้น อย่าไปดื่มของเมา อย่าไปเขลา อย่าไปเข้าในผับในบาร์ โรงน้ำชา หมอนวด อย่าไปกวดขันในสิ่งนั้น ๆ มันผิดวินัยคือ ศีลห้า อย่าฆ่า อย่าคอร์รัปชั่น อย่าโกหก อย่าลัก อย่าขโมย อย่าไปเอาของคนอื่นมาชื่นใจว่าเป็นของตนเองอย่างนี้เป็นต้น อันนั้นมันผิดศีลห้าน่ะ

เพราะฉะนั้นการครองศีลห้า จะต้องถือพวกนี้ให้ได้ ถือการลัก การขโมย ถือในเรื่องพูดจาส่อเสียด ถือในเรื่องพูดโกหก ถือในเรืองไปลักขโมยเขา ไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไปผิดลูกผิดเมียเขา ไปแย่งชิงเอาของคนอื่นมาเป็นของตัวเองอย่างนี้เป็นต้น ไปเบียดเบียนผู้อื่นอย่างนี้เป็นต้น ไปเอาของคนอื่น ไปแย่งชิง ไปลัก ไปขโมย ไปฉ้อโกงเขามา อันนี้แหละ ผิดแน่ ๆ ศีลห้า

แต่ถ้าบุคคลผู้ใด ที่มิได้ทำเช่นนั้น ผู้นั้นก็จัดได้ว่าอยู่ในศีลห้าเจริญ ก็คือพูดจาดี ทำงานดี เลี้ยงชีพดี ประกอบสัมมาอาชีพ พูดจาไพเราะ ฟังเสนาะหู มีการอยู่เลี้ยงชีพอย่างพอมีพอใช้ ก็เรียกว่าอยู่อย่างสมถะ มีน้อยใช้น้อย อยู่ใช้จ่ายอย่างพอดี ชีวิตนี้ก็ไม่เป็นหมัน เพราะว่าอยู่ในขันธ์ห้านั่นเอง

อยู่ในศีลห้า ขันธ์ห้าคือร่างกาย องค์ธรรมประกอบก็คือร่างกาย นับตั้งแต่เส้นผม ถึงเล็บ มีองค์ประกอบ มีหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ มีครบองค์ประกอบ มีแขน ขา ก้าวย่างเดิน มีร่างกาย อันนี้ สิ่งนี้ ๆ ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งสมมติทั้งสิ้น พ่อแม่สมมติมาให้ทั้งนั้น

ส่วนศีลห้าที่ว่านี้ก็ต้องเอามาใช้

พระพุทธเจ้าบอกว่าให้เอามาใช้ แต่ไม่ใช่เอาไปห่อไว้ในผ้า มันไม่มีศีลห้า เอาไปห่อไว้ในผ้าหรอก จะบอกให้

ศีลห้านั้นอยู่กับตัวเรานั่นแหละ

ถ้าตัวเราไม่ไปประพฤติกาม ไม่ไปตามที่ว่ามาทั้งหมดนี้ ศีลห้าก็อยู่ครบ ก็ดูแลตัวเราให้ด ดูแลร่างกายให้ดี ตรวจตราดูแลใจให้ดี ดูแลทรัพย์ภายใน คือใจ นั่นเอง ถ้ารู้จักกั้นรั้ว..เอารั้วดูใจ...เอารั้วดูจิต...เอารั้วดูให้หมดในร่างกาย ดูจิตปัญญา มีจิต มีสติ มีปัญญา ตรวจตราสอดส่องดูภายในใจ ดูตัวเองดีแล้ว อันนี้จะเป็นเกราะกำบัง ศีลห้านั้นก็จะไม่ต้องรั้งไปไหน ก็อยู่ครบ

อันนี้ก็พากันขบให้แตกด้วย แยกให้เป็นด้วย สอนเท่าไหร่ สอนมากี่เท่าไหร่ก็ไม่ค่อยจำ

เพราะคนทุกวันนี้มันกำแต่ของกู รู้แต่กูนั่นดี กูนั่นเด่น กูนั้นเป็นได้ ความหมายอันนี้มันมีตัวสมมติมาตั้งแต่เกิด ตั้งแต่เอนกชาติ ภพชาติ ตั้งแต่ชาติไหน ๆ ตั้งแต่มันเวียนว่ายตายเกิดมาไม่รู้กี่แสน กี่พันครั้ง มันก็เลยมาสมมติที่เดิม ๆ ก็เรียกว่ามาสมมติที่เดิม ๆ จะหาใครมาช่วยเติม ช่วยแต่งก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้จักแกะแบ่งเวลา ไม่รู้จักแยกแยะนั่นเอง ก็ลงมาสมมติอีก ไปกี่ครั้งลงมาสมมติอยู่ที่เดิม ๆ กลับมาแต่งงาน กลับมามีครอบครัว กลับมามีนั่น มีนี่ กลับมาสร้างฐานะ

ต่อให้ตึกบ้านสูงสักร้อยชั้น พันชั้น อีกหน่อยมันก็ต้องพังเสื่อมไปตามกาลเวลา

เพราะสิ่งนี้มันสมมติขึ้นมาทั้งนั้น เอาหิน เอาดิน เอาทราย เอามาผสมกัน มีพวกเหล็กไม้ สมมติขึ้นมาเป็นอาคารบ้านเรือน สมมติขึ้นมา ก็คนเป็นตัวสมมติ ผู้นั้นเป็นผู้ทำ

เพราะฉะนั้นคนทั้งหลายทุกวันนี้มันถึงได้โง่ ดักดาน

คิดว่าเก่งไปจากสิ่งทั้งหมดแล้ว

แต่แท้ไม่เก่งกว่าการสมมติคือ ความจริง

ในที่สุดก็พังทลาย หายนะไปกับกาลเวลา

เพราะฉะนั้นกาลเวลานี้ไม่มีการสมมติมีราคามาก อัพยาคือเวลา มัจจุราชคือเวลา เวลามัจจุราช หรือเวลานี้สมมติมาตรงแน่นอน ทำไมผู้เขียนถึงเอ่ยเช่นนั้น เพราะว่าทำงานมาตรงเวลามาก ถึงเวลาใครหนีไม่พ้น มันต้องโค่นเข้า ถึงเวลาวงจรมาถึง ดึงมาไม่อยู่หรอก เหมือนวงจรปิด วงจรปิดบันทึกไว้ ในที่สุดก็ต้องจับผู้ร้ายได้ฉันใด มัจจุราช หรือ อัพยากาลเวลา ทั้งหมดก็เช่นเดียวกัน ไม่มีใครหนีพ้นแม้นแต่รายเดียว สิ่งสมมติอันนี้อย่าเฉลียวใจ มองไปให้กว้าง ๆ รอบโลกจักรวาล ในโลกมนุษย์ที่เราอยู่ทุกวันนี้ มาเกิดกี่ครั้ง มาตายกี่ครั้ง วันหนึ่ง ๆ ดึงไม่ถูก ไปดูที่โรงพยาบาล บางคนอุ้มท้องไปจะไปฝากครรภ์ บางคนนั้นเอาศพออกมาเพราะมันตาย บางคนพึ่งจะไปเกิด บางคนเกิดออกมาแล้ว อันนี้ก็ชุลมุนวุ่นวาย ก็มีเกิดตาย เกิดตายอยู่ที่โรงพยาบาลนั่นแหละ ก็ไปลองไปวิเคราะห์ดู

เพราะฉะนั้นโลกใบนี้ก็ไม่แตกต่างไปจากโรงพยาบาล โรงพยาบาลนี้เหมือนกันนั้นก็เป็นที่เวียนว่ายตายเกิดแต่ทุกคนไม่ได้พิจารณา ไม่ได้วิเคราะห์ถึงหลักความจริง ไม่ได้ดู แน่ว่าไม่ได้ดู ไม่ได้ดูว่ากูสักวันหนึ่งก็ต้องโดน ไม่ได้ดูตรงนี้ ดูแต่ผู้อื่นลืมดูตัวเองวิ่งไปดูแต่หมอดู แต่ไม่ดูตัวเองอย่างนี้เป็นต้น

ไปดู ไปดูซิ จะได้รู้ว่า

การเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นน่ะ มันเวียนว่ายอยู่ชั่วกัปชั่วกัลป์ ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน เมืองไหนในสังสารวัฏโลก โลกนี้มันเป็นของมันอยู่อย่างนี้ ต่อให้ขึ้นไปอยู่ที่บนห้วงไหนของโลกล่ะก็ไม่สามารถหนีพ้น มันต้องโดนความสมมติตายนั้นมาถึง เมื่อมีสมมติเกิด...ก็มีสมมติตาย สมมติมีภรรยาสามีได้ ก็อีกหน่อยก็สมมติมันก็คือตาย สมมติมีลูกได้ก็ตาย มีอะไร ๆ ความตายนั้นแต่งตั้งเที่ยงตรง ตรงเวลามาก ต่อให้ตกเครื่องบิน ถ้าดวงยังไม่สิ้นกรรมยังไม่หมด มัจจุราชหรือเวลาก็ยังไม่เอาไป คนนั้นก็ยังรอดมาได้ แต่ก็อย่าพึ่งดีใจ เพราะว่าอีกหน่อยก็จะต้องถึงวันไปจริง ๆ

อันนี้ก็น่าคิด แม้นผู้เขียนเองสักวันก็จะต้องตาย เพราะทุกวันนี้กายก็ไม่ค่อยสบายอยู่ ความตายนั้นผู้เขียนก็ไม่เคยคิดที่จะปฏิเสธว่าไม่ตาย ผู้เขียนก็รออยู่ทุกวันว่าจะต้องตายแน่ ๆ ความตายนั้นไม่ได้เคาะประตูเรียก ไม่ได้แขวนป้ายบอก

เพราะฉะนั้นคนทั้งหลายที่เกิดมาสมมติทุกวันนี้ สมมติหลอกตัวเองทั้งนั้น หลอกตัวเองอยากหาทรัพย์ได้มาก ๆ หลอกตัวเองหยิ่งว่า กูเป็นเจ้าของกิจการ เป็นเจ้าของบ้าน เป็นลูกเศรษฐี หรือเป็นสะใภ้เศรษฐีอย่างนี้เป็นต้น ทำเป็นอวดพูดดี โถ! สิ่งนี้ ๆ มันก็สมมติทั้งสิ้น จะเป็นสะใภ้นายก จะเป็นสะใภ้ราชา จะเป็นสะใภ้อภิมหาเศรษฐี หรือจะเป็นสะใภ้นอกประเทศ,ต่างประเทศ ก็ล้วนแต่สมมติทั้งสิ้น จะเป็นสะใภ้อะไรก็แล้วแต่ จะเป็นสะใภ้เจ้าเมือง จะเป็นสะใภ้อะไรก็แล้วแต่ อันนี้ก็น่าคิด ไอ้พวกที่เป็นสะใภ้ทั้งหลาย น่าจะคิดพิจารณาตัวเองให้ดี ๆ ว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแต่สมมติ

เธอจะเป็นสะใภ้อะไร ชีวิตเธอก็อยู่ในการสมมติไม่ถึงร้อยปี

อยู่ในการสมมติไม่ถึงร้อยปี ชีวิตนี้ต้องแตกดับ ดับก็คือตาย

ตายกายก็ไปเป็นดิน ความสมมตินั่นก็สิ้นลงที่ดิน

สิ้นลงที่ดินถ้าเธอนั้นทำกรรมชั่ว ยั่วยวนในกิเลส เธอก็ต้องกลับมาเกิดอีก ต้องชดใช้กรรมที่เธอสมมติมานั้นสองสามเท่าทีเดียว อันนี้ก็น่าจะเฉลียวใจ พวกที่ทำชั่วทั้งหลายหัดสมมติกายทำดี มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา รู้จักทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างพอดี มีน้อย ใช้น้อย ใช้จ่ายให้พอดี มีชีวิตพอประมาณ อันนี้ผู้ปฏิบัติงานหน้าที่ทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน อย่าโลภมาก การทำงานนี้ถ้าว่าเหนื่อย มันก็เหนื่อย ทุกคนเกิดมามันก็ต้องเหนื่อยอยู่แล้ว แค่อาการเกิดมันก็เหนื่อยอยู่แล้ว ทำงานมันจะต้องเหนื่อยทุกคน ตราบใดที่สังขารนี้ ร่างกายนี้ยังอยู่กับตัวเรา จิตวิญญาณมันยังอยู่ มันยังมีความรู้สึกนึกคิด มันยังกิน ยังหา ยังหลับ ยังนอน การทำงานมันก็ต้องมีเกิดขึ้นตลอดเวลา

เพราะฉะนั้นสิ่งนี้แหล่ะนำพามา ฉะนั้นมวลมนุษย์โลกทั้งหลายที่มีกายสมมติทั้งหมดนี้ รวมโดยเฉลี่ยแล้วก็ไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนล้านคน อันนั้นก็ต้องโดนความสมตินี่เอาไปใช้ทุกผู้ทุกนามอยู่แล้ว สรรพสัตว์ทั้งโลกใบนี้ มันมีแต่เรื่องสมมติทั้งนั้น ไม่มีเรื่องอื่นเลย เราลองมองดูดี ๆ จะเป็นเจ้าของห้าง จะเป็นเจ้าของบริษัท หรือจะเป็นหัวหน้าบริษัท จะเป็นหัวหน้าอะไรก็แล้วแต่ที่ทำปฏิบัติหน้าที่อยู่ในดินนี้ ล้วนแต่เป็นการสมมติทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้นสิ่งที่หลงประเดี๋ยวประด๋าว ล้วนแต่เป็นการสมมติ

ก็คือ กิเลสนั่นเอง มิจฉาทิฐินั่นเอง หยิ่งผยอง จองหอง คิดว่าตัวเด่น เป็นนั่น เป็นนี่ แท้ที่จริงไม่ได้เป็นอะไรสักอย่าง สมมติอำพรางตัวเท่านั้นเอง อีกหน่อยก็ต้องตาย บางคนถึงกับชิงบัลลังก์ ชิงทรัพย์ ชิงอำนาจ ชิงบ้าน ชิงเมือง ชิงประเทศ ชิงผืนแผ่นดินนี้ ชิงแม่น้ำ ชิงไปทุกอย่างเลย แล้วในที่สุด สิ่งนั้น ๆ ก็จะหยุดลง เมื่อมันถึงสูงที่สุด ปัญหาที่มันเกิดขึ้น ในที่สุดมันก็สูญไป เมื่อไปแล้วถ้ามันยังไม่สิ้นสุดมันก็กลับมาใหม่ เหมือนแผ่นดินไหวตลอดเวลา เนื่องจากมันคงบอกว่า ข้าทนไม่ไหวแล้ว ก็พวกเธอทั้งหลายนั้นใช้เรามากเกินไป

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดิน เรื่องน้ำ เรื่องลม เรื่องไฟ ทุกสิ่งอย่างมนุษย์โลกเอาไปใช้เกิน เกินประมาณ เขาเรียกว่าเกินงบประมาณ มันย่อมจะต้องตายลงสักวันหนึ่ง เหมือนต้นไม้ที่ต้องโดนปัก โดนเด็ดทุกวัน การผลิตดอกผลิตผล มันย่อมไม่ออกฉันใด แผ่นดินนี้ก็เช่นเดียวกันที่มันหวั่นไหว ก็เพราะมันจะอยู่ไม่ได้ เพราะว่าคนมันใช้เกิน ใช้เกินจนกลวงหมด

ในที่สุดพวกเธอทั้งหลายก็คงได้รับกรรมตามที่มันเป็นมา ที่เห็นกันอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องไปเตือนที่ไหน สมัยพุทธกาลนั้นแผ่นดินไม่ค่อยไหว น้อยนักที่จะไหว มีแผ่นดินน้ำท่วมเมื่อครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้านั้นทรงโดนพญามารรุมเร้ามาก แม่ธรณีถึงได้บีบมวยน้ำนั้นไหล เพื่อจะท่วมพญามารให้หมดที่มันมายั่วยวนพระพุทธเจ้า แล้วดูเถิดว่า แม้นแต่พระแม่ธรณีเป็นเจ้าของแผ่นดิน เขายังนอบน้อมเคารพพระพุทธเจ้า แม้นพญานาคที่อยู่ใต้บึงบาดาลเขาเคารพพระพุทธเจ้า ขึ้นมาสูงสุด ก็มวลมนุษย์โลกนี้ก็เคารพอินทร์ พรหม เทวดา มาร มนุษย์ ให้รู้ตามก็เคารพพระพุทธเจ้า

แต่ทุกวันนี้สี่ห้าปี หรือ สิบ ยี่สิบปีมานี้ไม่ค่อยพากันเคารพ จิตใจมันแห้งแล้งมันกันดาร มันไม่เคารพพระพุทธเจ้า ไม่เอาคำสั่งสอนของพระองค์มาเคารพมานอบน้อม บัดนี้ผู้ที่เคารพพระพุทธองค์ก็ย่อมพิโรธเป็นธรรมดา ฝนก็ตก แดดก็ร้อน น้ำก็ท่วม ดินก็ไหว เพราะอะไร เพราะพวกเธอไม่เคารพในสัจธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์นั้นทรงสอนให้เห็นความเกิด ความแก่ความเจ็บ ความตายสอนให้เห็นกายสมมตินี้ถูกต้อง พระองค์นั้นสอนมาตลอดเวลา พระองค์ไม่เคยมีเงินเดือน ไม่ได้มีค่าสินจ้างอะไรทั้งสิ้น แต่พระองค์มีความกรุณา เมตตา สูงสุดหาประมาณหาที่เปรียบไม่ได้ เพราะว่าสูงมาก เพราะพระองค์มีความมั่นพระหทัยที่สุดว่า ภายภาคหน้าอนุชนคนรุ่นหลังจะต้องได้ฟัง ได้ยิน

แต่ในที่สุดพวกเขาเหล่านั้นก็ไม่เคารพ ไม่นอบน้อม โลกใบนี้มันถึงได้อาจินนัก ภูเขาไฟระเบิด ภูเขาน้ำแข็งละลาย ภูเขาโคลนทะลาย ดินหวั่นไหว น้ำกระเฟื่องไปทุกหย่อมหญ้าทั่วสากลโลกนี้ เพราะอะไร เพราะว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายผู้ที่เคารพพระศาสดานั้นลงโทษ ลงโทษผู้ที่ดื้อ ที่ไม่เชื่อฟังในคำสั่งสอน ผู้ที่ไม่เข้าใจนั่นเอง

เพราะฉะนั้นพวกมนุษย์ทั้งหลายจงมาเข้าใจเถิดว่า

ความสมมติทั้งหลายทั้งสิ้นนี้ มีเกิดขึ้นได้ ก็ตั้งอยู่ ดับไป แม้นแต่ร่างกายเรานี้แหละ ก็จะต้องดับไปในที่สุด แม้นผู้เขียนก็จะต้องตายในที่สุดมันหยุดไม่ได้

เมื่อความตายมาถึงไม่มีใครดึงอยู่ เพราะฉะนั้นให้เธอทั้งหลาย จงมารู้ในการสมมติเอนกชาติ ภพชาตินี้ ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ให้รู้จักตัด รู้จักฟันมันออก รู้จักรอกมันทิ้ง ชีวิตนี้จะได้อยู่เย็นเป็นสุข จะได้ไม่ต้องสุก ๆ ดิบ ๆ กรรมจะได้ไม่เกิดขึ้นมาก ชาติหน้าจะได้หลุดพ้นจากบ่วงกรรม จะได้ไม่มาตำให้มันยุ่งเหมือนอย่าง ปัจจุบันนี้ที่เมืองใดเกิดเทคโนโลยีขึ้นมากเท่าไหร่ ความหายนะก็ย่อมจะเกิดขึ้น เพราะคนเรานั้นมีความอิจฉา ริษยาแฝงสมมติอยู่ในกายตลอดเวลาอยู่แล้ว ไม่ต้องไปถามคนอื่นที่ไหน แม้นแต่พี่น้องในไส้เดียวกันก็เถอะ พี่ได้ดีน้องก็ย่อมอิจฉา น้องได้ดีพี่ก็ย่อมอิจฉา ถ้าไม่เรียนตำราธรรม

แต่ถ้าผู้ใดรู้จักธรรมแล้ว ใครจะรวยล้นฟ้าก็ไม่อิจฉา

ใครจะมีสักปานใดก็ไม่อิจฉา เราก็สรรหาอย่างที่เราพอมีพอได้พอใช้สอย

อันนี้เขาเรียกว่ารู้ธรรม พอใจในสิ่งที่ตนมี ตนได้ อันนี้เขาเรียกว่ามีธรรม

พอใจตามสติกำลังที่ตัวเองได้ อันนี้เรียกว่ามีธรรม รู้ค่าของตนเอง รู้กำลังปัญญาของตนเอง พวกเขาเหล่านี้จะไม่เป็นหมันเลย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ไม่เป็นหมันเลยถ้ารู้จักเข้าหาพระพุทธเจ้าแล้วไม่เป็นหมัน ชีวิตไม่เป็นหมัน เป็นข้าวสารหว่านแล้วไม่เกิดก็ได้ในยุคไตรหน้า เพราะสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นมันย่อมดับ ดับแล้วเกิดขึ้นอีก เพราะมันดับชนวนไม่หมด เมื่อชนวนไม่หมดจากกันไซร้ ก็คือ เวรกรรมนั่นเอง คือการสมมตินั่นเอง เอาไปโยนทิ้งที่ใดก็ไม่ได้ เพราะมันติดกายมาตั้งแต่กำเนิดเกิดอดีตชาติมาแล้ว ตามโลกใบนี้ ห้วงวัฏจักรนี้ ในภัยวัฏสงสารทั้งหลายนี้แหละ ทั้งฝ่ายดี ฝ่ายชั่ว มันก็อยู่ที่เดียวกันหมด

ฉะนั้นขอให้เธอทั้งหลายที่เป็นผู้หญิงและผู้ชาย รู้จักกาย รู้จักตัว รู้จักค้นให้ดู รู้จักแยกแยะให้เป็นว่า สิ่งที่ผู้เขียนเขียนมานี้ถูกต้องหรือไม่ ถ้าถูกต้องแล้วก็ขอให้พวกเธอทั้งหลายได้ปฏิบัติเถิด สิ่งสมมติทั้งหลายก็จะเกิดขึ้น สิ่งสมมติทั้งหลายนี้ก็จะมีแต่ก็ไม่นาน อายุขัยแต่ละคนมันถึงเวลาอวสานก็คือร่างกาย กระดูกต้องย้ายไปอยู่ในดิน เพราะสิ้นไปในที่สุด เราจะหยุดไม่ได้ แม้แต่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้านั้นพระองค์ก็ทิ้งสรีระร่างกายไว้ในดินเช่นเดียวกันกับมนุษย์ทั้งโลก และเหมือนกันกับสัตว์ทั้งโลกที่ต้องตาย ก็ต้องเอากายไปไว้ในดินอยู่แล้ว ฉะนั้นในส่วนจิต และวิญญาณนั้นไม่แล้วไม่ลงมาเกิดแล้ว ขึ้นอยู่บนสรวงสวรรค์นิพพานพลันไม่กลับมาอีก อยู่ที่เย็น สงบ อยู่ที่ไม่มีใครมารบกวน อยู่อย่างมีความสุขแล้วอย่างนี้เป็นต้น

อันนี้เขาเรียกว่าเป็นผู้หลุดพ้นจากภัยวัฏฏะทั้งหมด หยุดในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย หยุดในการมาสมมติแล้ว ในที่สุดพระองค์ก็แจวจิต คิดการณ์ไกล พระองค์เป็นข้าวสารหว่านไม่เกิดอีกแล้ว ไม่มีอีกแล้ว ไม่มีเชื้อ พระพุทธเจ้าไม่มีเชื้อ ไม่ได้มาเกิดอีก แต่พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์นั้นยังคงอยู่ ยังมีเชื้ออยู่ ยังคงอยู่ พระธรรมคำสั่งสอนยังอยู่ครบปกติ ผู้ใดปฏิบัติ ผู้นั้นได้ ผู้ใดศึกษาผู้นั้นมี สิ่งนี้มันมีตลอดเวลาอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้นขอให้พวกเธอทั้งหลายจงหันหน้าเข้าหาพระไตรลักษณ์

หันหน้าเข้าหากาสาวพัฒน์ หันหน้าเข้าหาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หันหน้ามาปฏิบัติธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเถิด แล้วพวกเธอทั้งหลายจะได้มีความสุข ความเจริญในกึ่งพุทธกาลนี้ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๐ นี้เป็นปีกึ่งพุทธกาล พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ๕,๐๐๐ปี พระศาสดาของพระองค์จะสิ้นสุด แต่บัดนี้ก็ล่วงเวลามาแล้ว ๒,๕๕๐ปี เป็นกึ่งพุทธกาลพอดี เพราะฉะนั้นเหลืออีก ๒,๔๕๐ ปี จงมาช่วยกันเอาพระศาสนาขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้านั้นให้ลุล่วงไปให้ถึง ๕,๐๐๐ปี ตามคำดำรัสของพระองค์เถิด พวกเราทั้งหลายจะได้ไม่เกิดพิษภัยอย่างทุกวันนี้...

...จงหันหน้าเข้าหาพระสัจธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ พระองค์มีครบแล้ว พระองค์สอนถูกต้องถี่ถ้วนดีแล้วพระองค์นั้นเป็นผู้ที่น่าอัศจรรย์ที่สุดในโลก เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก มหัศจรรย์ที่สุดในโลกเหนือนับคณาไม่ได้ พระองค์นั้นจะหาสิ่งใด ๆ นั้นมาเปรียบปานไม่ได้เลย ฉะนั้นสัจธรรมของพระองค์นั้นเหนือสิ่งใด ๆ ในโลก พระองค์สอนให้เห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สิ่งสมมติทั้งหลายดับไปความไหนๆก็ไม่เหลือ ฉะนั้นสิ่งนี้แหละที่พระพุทธองค์ทรงตักเตือนให้มนุษยชนทั้งหลาย วิญญูชนทั้งหลาย จงอย่าได้ขาดสติ จงอย่าประมาทอย่าขาดสติ จงมาเดินตามมรรค ๘ ประการ ของพระองค์เถิด มาเคารพพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์เถิด แล้วพวกเราทุกคนในโลกใบนี้ก็คงจะอยู่เย็นเป็นสุขชั่วกาลนาน จนสิ้น พ.ศ ๕,๐๐๐ ปี ตามรอยพุทธกาลที่เล่าขานกันมา เมื่ออดีตจนปัจจุบัน สิ่งนั้น ๆ ผู้เขียนเองก็ไม่สามารถที่จะไปถึงเพราะดึงไม่ติด เพราะไม่มีใครอยู่ได้ถึง ๕,๐๐๐ ปี ยกเว้นว่าพระพุทธศาสนาเท่านั้นที่จะอยู่ได้ พระพุทธศาสนาจะอยู่ได้ถึง ๕,๐๐๐ ปี นั้นก็ต้องอาศัย ๔ ประการ

ก็คือต้องอาศัยภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี และมวลมนุษย์ทั้งหลายนั่นแหละจะช่วยกันทำนุบำรุงพระศาสนา เกื้อกูล บำรุง ช่วยกันดูแลพระพุทธศาสนาจนถึง ๕,๐๐๐ ปี ได้ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจะอยู่ได้ถึง ๕,๐๐๐ ปี ก็ต้องอาศัยอุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี ที่จะต้องช่วยกันสานพระพุทธศาสนาต่อไปจนถึง ๕๐๐๐ปี ณ บัดนี้ก็กึ่งพุทธกาลแล้ว คือ พ.ศ. ๒๕๕๐ แล้ว

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เหลืออยู่นี้ก็อยากจะให้ทุกคนทั้งโลก จงหันหน้าเข้าหาพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ จะได้จตุรงค์พระพุทธศาสนาต่อไปให้ถึง ๕๐๐๐ ปี ตามความประสงค์ดี ปรารถนาดีของพระพุทธเจ้าที่ทรงเสียสละทั้งพระวรกาย เสียสละ อุตสาหะ พยายามเพียรมา แสวงหาโมกขธรรม เพื่อจะมาแจกจ่ายให้อนุชนรุ่นหลัง

เพราะฉะนั้นผู้เขียนก็คงไม่อยู่ถึง ๑๐๐ ปี ๕๐ ปี ๗๐ ปี อันนี้ผู้เขียนก็ไม่รู้ แต่อยากจะเตือนให้ทุกคนเข้าใจ ให้ทุกคนมาดูว่า ถ้าผู้ใดห่างเหินพระธรรมแล้วเป็นยังไงเล่า โลกาก็วินาศ มหันตภัยก็เกิดขึ้นต่าง ๆ นานาชนิด ทุกสิ่งทุกอย่างทั่วโลก เพราะไม่ได้เคารพคำสั่งสอนที่ถูกต้อง ไม่ได้ดูกันที่ถูกต้องที่จิตที่ใจ เพราะไม่ได้สามัคคี พระพุทธเจ้านั้นสอนให้มีความเมตตามีความรัก มีความสามัคคี เกื้อกูล แบ่งปัน พระพุทธเจ้าสอนให้มีน้ำหนึ่งใจเดียว มีความสมัครสมานสามัคคีฉันท์พี่น้อง มีความรักเมตตาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน ชีวิตนั้นสั้นทุกคน เพราะว่าไม่มีใครอยู่ถีง ๑๐๐ ปี ชีวิตนี้ใครอยู่ถึง ๑,๐๐๐ ปี ก็ไม่มี นอกจากความดีกับความชั่วที่จะต้องติดตัวสิ่งนั้น ๆ ตามไป

เพราะฉะนั้นวันนี้เขียนเรื่องสมมุติก็จะขอจบลงเพียงเท่านี้ เพราะฉะนั้นให้พระศาสนาจะอยู่ได้ ก็จะต้องให้ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ช่วยกันสานพระศาสนาต่อไป จะได้เอาไว้ใช้ชั่วกาลปาวสาน จะได้มีให้ลูกหลานไว้เตือนสติ ให้ทุกคนก็หวังว่ามนุษย์โลกก็คงเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง เพราะทุกคนได้ดึงที่ใจ มีน้ำหนึ่งใจเดียว มีความรักสามัคคี ไม่ว่าจะเป็นประเทศชาติ ทวีปไหนให้มีความสามัคคีทั่วโลกใบนี้ ชีวิตของทุกคนจะได้อยู่เย็นเป็นสุข จะได้เกิด แก่ เจ็บ ตาย ตามปกติ เหมือนคำดำรัสคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นการสมมุติในครั้งนี้ก็ขอยุติลงเพียงเท่านี้

ในพ.ศ. ๒๕๕๐ นี้ก็ขอให้ทุกคนหันหน้าเข้าหาธรรมนั้น จงมีความสุข ความเจริญ ด้วยทุกประการ เพราะอานิสงค์ผู้เขียนนั้นได้เขียนมาได้เล่ามานั้นออกจากจิตจากใจไม่ได้หวังผลประโยชน์สิ่งใด สิ่งนั้น ๆ ก็เป็นอานิสงค์แก่ผู้อ่าน ให้เป็นอานิสงค์ผู้อ่าน แล้วก็เป็นอานิสงค์แก่ผู้ถือธรรม เป็นอานิสงค์แก่ผู้ระลึกดี ระลึกชอบ เป็นอานิสงค์แก่จิตแก่ใจ ของผู้อ่านด้วยความเคารพทุกประการเทอญ.






Today, we will discuss about the temporary existence.

Let’s begin with the earth and everything on earth like trees, rivers, mountains, then all kinds of animals, humans, Brahmins, as well as other celestial beings and fallen angels, the gods and humans in countless realms and origins – all are temporary existences. Even the four elements - namely earth, water, air and fire - are just the temporary conditions of the diverse earth. And everything that’s happening on a daily basis is also just impermanent. The earth that quakes and falls eventually goes away. The rains inevitably slow down, and the thunders cease. The sun rises, gives out light and later goes down. Time makes a change to everything.

We, the world’s beings, are just temporary existences. There’s a time we become a father, and at a time, a mother. At one time we are offspring, an older sibling and a younger sibling. It’s just an endless world of transformation. We are in this cycle of life and death again and again, so much so that there is no end to this cycle of birth, aging, pain and death. We’re at the highest, and then we’re at the lowest. It’s merely the condition of your karma or act.

The karma existing in this world works the same way as the karma of a millionaire or a pauper, depending on their actions. You could be a janitor or an outcast; a beggar or a rich, successful man. You may be handsome or beautiful beyond words, yet nothing is more solid and certain than the fact that these things just existtemporarily.

No matter how beautiful or handsome you are, you will still fade away one day. And all that beauty will be gone. So will your wealth and riches, they too will be gone.

When the time comes, the bodily functions cease to exist. That is why I’m telling you that all things are impermanent. They just change from this state to that state and they just come and go, all in this cycle of life and death – all in time.

It wouldn’t be wrong to say it’s the same asthe world we are living in. Everything is temporary. After the rain come the sun, then the fog and the snow. And eventually the snow melts. These are all part of temporary existences because they all come and go. Ice turns to water; water turns to air, and then it evaporates. All things in this wheel of life are nothing but temporary states.

And for that, how is it that we, as humans, fail to learn that lesson?

It’s like pounding at stones – they can’t just turn into powder. We become stubborn and we refuse to learn because we are full of false pride. No matter who you are, whether you’re an adult or an infant, you’re bound to face sufferings at one time or another. No matter how far and high up you go – even to Mars – you still have sufferings. And this is all because of presumption. There’s apresumption of this, and apresumption of that. You won’t even need to compare one to another.

Take a chef, for example, With one stove, he can make so many different dishes. As many as he likes, and as many as he can make up. Just as life, too, can be made up in many ways.

Therefore, examine yourself and contemplate well.

All sufferings can stop, as all joys can stop as well.

Both joys and sufferings have beentemporarily signified since the moment of birth until death.

So if you do not seek the mindful awareness,seek to do the right thing,

.. or should you fail to tell one from the other,

.. or to try to give a reason,

.. or if you don’t really look into it,

you will never know the actual origin of that existence.

That origin consists of the inner traits that are bound by your mind since birth, since the process of becoming – the states of existence. Be it hundreds or thousands of lifetimes, we will never be free from these states so as to follow the path of Lord Buddha. That is why we will always be bound in this cycle of life and death.

Like a ferry boat that sails to the other side, it’s bound to sail back.

The ferry boat that sails from Don Sak to Koh Samui,

Will only sail back to where it started.

Therefore, in each lifetime or state of existence, this is the only way to address the subject in order to understand the principles. If we cannot detach ourselves from all those made-up existences, we will never be truly free. And those things will only come back into our lives, or each existence.

Just as a person who gets on the bus to go to work, at the end of the day, he’ll have to take that same bus home. The same goes with the cycle of life and death.. If we cannot detach ourselves from each process of existence, it’ll only take us back to the very same spot, or condition. That is, to be back through a new birth, followed by the same chain of Aging, pain, and death. It will become an endless cycle that we can never catch or escape.

That is why Lord Buddha shows us how to “detach” and “let go”, so that we may lessen the traps from all those temporarily made-up things. Whether you’re an offspring, a husband or wife, all these conditions are merely temporary. Just as you’re being married, you are merely in a temporary family. For an temporary period of time, you conceive. After atemporary nine months, you give birth; while the child is also in that womb for that temporary period of time. And then it is born, with the temporary of itself walking and running. All these states or conditions are merely temporary.

And all these things work the same way in the whole universe, in the same states of temporariness. Even the four elements: earth, water, wind and fire, are merely conditional states that are simply impermanency.

As we reach the end of our life span, Everything belongs to us simply disappear from our lives. The same goes for all human beings on this earth, No onecan continue to exist.

It’s therefore fitting to conform to Lord Buddha’s teaching. Just as all things go through the process ofbirth, existence, and cessation, weall must also go through the same process. We can hold nothing at all as we gain and then we lose. Even our own body, fame, honor, or treasure, all will not persist.No one can be the boss of those conditions, just as no one can claim ownership of those conditions.

Because we do not accept this truth, all of us then have to fight each other.

We are persisting with the ownership of land, we begin the war,

We are persisting with the position, we harm the others,

We are persisting with our greed, we kill the others,

But at the end, we can persist with nothing.

All of you who possess the wisdom should be able to understand. Let us just contemplate how thetemptation came to exist. They are just the result of the cravings and desires in life that one cannot free themselves from. It’s just the ignorance and false pride hiding inside us in one lifetime after another. That is why it never ends. All things come and go – they exist and then cease to exist – for they are nothing but the cycle of a temporary existence.

On the subject of time..

Be it a day, a month, or a year; or throughout a cycle of 12 years..

Be it 12 years, 12 months, or 12 days..

Be it a week, or a day..

It’s just a temporary signification of time we make up.

We draw the line for students to pass; from kindergarten to primary school, and then high school, university, until the state of being a doctor or PhD, and into the office or working state, and finally retiring.

But then those temporary states only wind back to the original state, the state of becoming childlike again after retirement. It’s the state of living at home, just like a child all over again awaiting onlydeath.

Upon the state of death, if that particular mind or soul never once practiced Dhamma, never sought to learn the teachings or make merit, never regarded or obeyed the preaching of Lord Buddha on the rule of the The Three Common Characteristics; Impermanence, Suffering, Soulless. Those people will simply come back in a new life, a new life consisting of the same cycle of temporary existence. They’ll be eating the same food, living in the same place. Just liketo take a ferry crossing water to Koh Samui, we will return home in the evenings to the main land at Don Sak, Suratthani, at the end.

This is definitely worth contemplating. Any other way of demonstrating this would not be quite as clear. These days, people are so much in the dark.

People of today are so much in the dark, darker than nighttime,

For even nighttime contains some natural light.

But the darkness in mind and soul of a human is worse than being in a deep well or a tunnel because it is in the dark of a complete blindness.

You can no longer find the way because your soul is completely blinded by darkness. All you’re clinging to is emptiness. You cannot free yourself from it; you cannot bring yourself into the light because you are not willing to believe.

Take some time to contemplate this. Why are you so willing to run into that darkness! And while some people try to pull you out of that darkness in the hopes of shedding some wisdom on you, you still fail to recognize righteousness, but instead accuse them of purposely bullying you! You can’t see that it’s actually the right thing to do, which is to pull yourself out of the darkness caused by your desires, and come into the light. Those desires or cravings are only clinging to you in order to fool you into the trap, the trap of temptation. This trap only causes you to cling on to the cravings and desires, to want, to have, and be attached to worldly things, fame and false pride, ranks and positions. All these are just material things that block the inner wisdom. We can see people like these all over this world. What do they look like? Where are they in this body given to them by birth through their parents? In fact, all these things are only temporary possessions. Even all the gold and wealth of this world hanging upon the shoulder and the head are simply temporary possessions.

Most people truly understand the precepts of Dhamma. But they cannot see the true meaning of the Teaching. And though it may seem like I’m just repeating these same words – and that you may not believe that it’s the truth – I assure you that only the ignorant would allow themselves to drown in that state of greed and desires. They only want to be involved in corruption, and wanting the things that belong to others, fighting and blasting others in order to take others’ possessions as their own. They are in the state of micchaditthi, or false view. The people who want to claim others’ possessions as their own are the ones in the darkest state, the state of abundant sins, not perceiving the true value of oneself. That is why they take other people’s possessions as their own, and turn into bad guys who kill and corrupt and seize things for their own. We say these people have “no dignity”. They do not observe any code of ethics. This only shows that they lack true pride and honor. It’s not meaningful to say that they do not work for that pride. But honor stolen from others is not real. It’s simply stealing others’ belongings for themselves.They are considered rather useless people. If the honor and pride are not obtained through your own achievements, what is there to be proud of anymore? In no time, the fame and honor will be reclaimed by their rightful owners. We see people like this all over this big world.

So now you can see that everything on earth is just a temporary existence. The earth, water, air, and fire, the trees, the animals, the human beings that share this world together are just impermanent existence. It’s just that, we humans are known as sentient beings, ones with intellect. However, these days, it’s hard to find ones who live up to the sentience. And this is because most people tend to forget themselves. They forget all about being sentient, being real humans, and so the sufferings start.

To “forget oneself” is to forget the deeper meaning of the word human, which consists of the mind and soul. That is why I propose here how we see the meaning of the word “human”.

Human.. What is human? Upon being born into a human, search for the mind and the soul. All those things that we can name or feel actually exist? Search deeply and you will see whether they are as you think they are. By doing so, can you truly see the value of your own life. And you will truly recognize the facts about life and death. Most people get angry when the subject of death is spoken about. Some feel they’re being cursed while others feel it is bad luck to even mention it.Some go to the extent of running to a fortune teller for fear of death. They’re afraid if the subject is spoken of, it will bring death upon them. This is pitiful and even pathetic. It just shows that they do not truly understand the meaning of death. That’s why they run to ones who claim they can prolong their luck or even their lives. They wish to undo or prolong certain karmas through the words of fortune tellers.

Yet they fail to look a little closer to see if those people who claim to be able to help them prolong life can themselves live for another hundred or thousands of years. Of course not! Will they even live to be a hundred? Most probably not. It is not so easy. All of us just presumes to live our lives longer.

If this is how your presumption is, then this means that you do not understand Dhamma as the way of life. This only means you fail to mould your body, mind and soul. This also means that you fail to attain the virtues from the Five Precepts or rules of morality. It’s not to say that you should burden yourself, for that is not the case. These precepts, the Five Precepts or rules for lay people, are to be carefully observed, namely:

Abstain from killing. Abstain from false speech. Abstain from cheating or stealing. Abstain from intoxicants such as alcohol and cigarettes. Abstain from sexual misconduct. Do not claim as your own the things that belong to others.

Lord Buddha has taught us that they are sins; they are your actions or karma. Do not intoxicate ourselves with alcohol. Steer away from ignorance.Do not go to pubs and bars and massage parlors. Do not put yourself into that kind of life for it is against the virtues of the Five Precepts. Do not kill and do not corrupt. Do not lie, cheat or steal. Do not claim others’ possessions as your own. All these are against the Five Precepts.

Therefore, we must retain our virtues by observing these precepts. Take offense to cheating, stealing, lying or any provoking conversations. Take offense to killing or committing adultery, or claiming other people’s possessions. Take offense to cheating and corrupting, for they are wrongdoings. They are definitely against the Five Precepts.

For people who do not commit those wrongdoings, they are considered virtuous people who honor the Five Precepts. These people speak well, work well, and hold honest and respectable professions. They speak kind words, make an honest living and live sufficiently within their means.

And life will not be barren, because they have the Five Aggregates of Existence. They live by observing the Five Precepts, within the Five Aggregates. These include corporeality or body, from the hair to the nails. It’s the body that consists of the eyes and ears, nose and tongue, heart and soul, hands and feet – complete and ready to function. Still, these are all temporary existences. They temporarily made upby the parents.

We need to live by attaining the Five Precepts.

Lord Buddhateaches us to use the Five Precepts as guidance in life, not to keep them hidden away. You only lack Dhamma if you ignore the Five Precepts. The Five Precepts are to be within us. If we take it upon ourselves to follow the Five Precepts – all five of them – the precepts in us will be intact. We should examine ourselves carefully and make sure that our body and mind are intact. That is to say, we must take good care of our body’s asset - the mind. If we learn look through the fence around our body in order to examine our mind and wisdom, we will be guarded by that fence against all wrongdoings. Thus we’re all intact.

Please contemplate and examine carefully. Again and again it’s been shown to all, yet one tends to keep on forgetting.

And that is because people these days cling so tightly to themselves. The only thing they’re concerned about is “This is mine.. This is about me.. I am smart.. I can make it happen.” Throughout our life we have never realized that nothing can be cling to. That’s why we’re bound in this cycle of life and death thousands and thousands of times. That is why we’re back to the same struggle.. right back at the same places. No one can help change anything because, again, we fail to set ourselves apart. That’s why we’re back at the same struggle – back to the marriage, the family to acquiring worldly possessions.

No matter how tall a building may be

In time it will deteriorate and crumble.

For those things are merely made up temporarily.

We mix rocks with earth and sand.. We use wood and iron.. to make up a construction assumed as a house. Everything has been temporarily made up including ones who built it.

That is why we’re still so ignorant.

Yet we think we’re so smart

But none can be smarter than the truth

For, in the end, the building will deteriorate and crumble with time..

Therefore time is the only permanent thing. And it is very valuable..

Indetermination is time. Death is time.. time for death.

Each imagining state comes at the right time. Why do I say so? It’s because it is very precise in the way it works. Nobody can escape from it. It will come back at the right time – like a closed circuit that we turn on to see the recorded image of the bad guy.

Death works in the same way. No one can escape it. No one should even doubt it. Take a good look around – all around this universe. How many births and deaths happen in a day? Visit a hospital if you’re still not sure.There you can see pregnant ladies waiting to see the doctor. And then you see some people carrying out a dead person. And things can be quite chaotic at times because it all happens in the hospital – birth and death as well. Think carefully.

Therefore, this world is not much different from a hospital. This is because the hospital is also a place where the cycle of life and death takes place all the time. But people seldom contemplate on the fact.They fail to see.. to really see the fact that one day the time will come for all of us. They can only see it happening to others, but fail to see the same for themselves. Instead they choose to use the eyes of fortune tellers. They just will not see it for themselves. This is a very clear example.

Take a look.. Take a deep look.. and you will see..

Birth, aging, pain and death.. They come around forever in this process or cycle – in Thailand or anywhere else as this world turns, round and round. It is how it is wherever you go and you can never escape from it. The temporary death will come for everyone. With the temporary birth, there is the temporary death. With the temporary wife, there is the temporary husband. And eventually there is the temporary death. If there can be an temporary son, then there’s also an temporary death. Death is punctual. In a plane crash, if the time has not come for you; if the process of your action or karma is not over, neither time nor the Lord of Death can take you away. That is why there are survivors in such incidents. But do not rejoice as yet, for there will come a time when one really has to die.

This is worth contemplating on. I, who am telling you this, will also die one day. In fact, my body is not totally functioning well at present. I, therefore, cannot deny death, but am aware of its certain arrival one day. Death does not knock on your door. There are no posters or signs to tell you of its arrival.

Therefore, all of you who are born these day are simply living with self-deceivingdesignation.

They deceive themselves toseek for wealth and fortune. They deceive themselves tohold the pride of owning a business, a house and a family. They deceive themselves with tempora0ry designation that you are the child, a relative or an in-lawof a millionaire. What an arrogance and a false pride! What a pity! All these things are only temporary designated. Whether you’re the daughter in-law of the prime minister or the king, of the counts or the lords of foreign countries, none of that matters for they too are just temporary self-designated positions. This is worth giving a thought. All those in-laws should examine themselves and realize that all these are just impermanent existence. To be the in-law of any family, you’re still in this temporary state for less than a hundred years. You probably will not live to be a hundred years old, after which your temporary life will cease. This cessation is death. Upon death, your body turns into soil. The temporarylife ends in the soil on earth.

It ends on earth. If you conduct bad deeds, that’s evil karma. It is the same if you fall slave to cravings or mental defilements; you will come back in rebirth. That’s how you pay back the karmafor your own self-deceiving practices, subsequently in twofold or threefold. Be perceptive. All of you who have practiced misconduct, tell yourself to do good deeds instead – to have goodwill, compassion, sympathetic joy and equanimity. Make a living through self-sufficient means. Be thrifty and live a well-balanced life.

This goes for all professions. Do not be greedy. Yes, work is tiring – everyone tires. Even birth itself is a tiring process. All types of work have their share of tiredness, as long as this temporary body is still with us. As long as the spirit and the senses are still with us, we will continue to eat, seek, sleep and work. It goes on all the time.

These are the things brought about into your life. Therefore, to every human being in this world, you are all in this temporary body – millions and billions of you – are living in this transitory state. All living creatures in this world are merely evanescent, nothing else. Think carefully. You may be the owner of a department store or a company. You may be a manager or chief of wherever you are working right now on this earth, yet they are only temporarily designated positions.

Therefore, these conditions are just temporary existences. They are merely mental defilements or false views. They are things that make you proud and arrogant, thinking that you are so clever and smart. The fact is you are none of those things. It is just a camouflage of your true self, until death arrives. Some go to the extent of seizing the throne, the wealth, the power, the house, the city, the country, the terrains, river and all. But in the end those things will go away. In the end, all of those things that cause all those problems will go away. But if they do not go away for good, they will come back. It’s like an earthquake. It’s like the earth telling us that she can no longer bear the way we use up so much of her nature.

We take so much from nature, whether it’s earth, water, air or fire. Everything is overly consumed by human beings. It’s just the same as going over budget. So eventually, it will simply end or die.

If a grown tree is being moved or plucked everyday,

it will cease to bear fruits.

The earth works in the same way..

The reason it quakes is because it can no long bear

the way we use it up.. so excessively that it’s becoming barren.

In the end we will face the consequences of our karma. It is already happening right now. It isn’t just a warning stage. In the days of Lord Buddha, the earth hardly quaked, and only once flooded.

When Lord Buddha was attacked by the great Evil, Mother Earth squeezed the water out of her long hair to flood away the great Evil. So, consider this..

Even Mother Earth, the greatest being on earth,

bows down to respect Lord Buddha.

Even the great serpent like Water God, who lived beneath the waters,

bows down to respect Lord Buddha.

And up in the heavens, duly respected by humans,

Gods and Brahmins, angels and tempters, or humans alike,

all bow down to respect Lord Buddha.

However, these days, especially in the past five, ten or twenty years, respect is hard to find. It has somehow been pulled away from the hearts and minds of people. People are not as respectful to Lord Buddha; they refuse to practice what He preaches, to live humbly and respectfully under His Teaching.

S o n o w , it is no wonder that those who respect Him are upset and or even angry. The rains, the heat from the sun, the floods and earthquakes.. why so, if not because of humans who refuse to obey and respect the Teaching of Lord Buddha. He teaches us to see the process of being: birth, aging, pain and death. He teaches us to recognize our temporary body. That is what He has been teaching us all the time. He was never paid to do so; there is no salary or compensation. All He has is the greatest level of goodwill and compassion that no one can compare because it is boundless. He is so certain that the younger generation will heed and listen.

Y e t, so many from the new generation fail to respect and obey Him. That is why there are so many natural occurrences such as volcanoes, melting icebergs, landslides, earthquakes and big floods all over the world. Why so? It’s because the sacred gods are punishing us for not listening, for not living our lives according to The Teaching. We simply fail to see things as they should be.

So please come to this understanding that all things are impermanent. All things are in this process of occurring, existing, and ceasing in the end. Our body too will finally end. I, too, will finally end. No one can stop death.

Listen, therefore, and understand the impermanent state in the process of each lifetime. From past to present, learn to detach, to stop clinging on to the things around us, so that we can live comfortably, without bouncing back and forth between sufferings and happiness. This way, you will not have to suffer much and you may be able to set yourself free from the confusion within the cycle of karma just as we are witnessing now.

In any city or town, the more technology there is, the bigger disaster there will be.

This is because there is always presumed state ofjealousy in us. You don’t have to look very far. Even siblings are jealous of each other. When one is given something, the other tends to envy. They fail to take in the teaching of Dhamma.

Anyone who learns to live in Dhamma, will not envy the wealthier ones.

It matters not how much others have, as long as we live within our means.

This is seeing Dhamma in oneself.

Learning to be satisfied with what one has is living in Dhamma.

By being contented with what we can achieve on our own is living in Dhamma. As long as we recognize our pace and capabilities and be satisfied with them, our life will not be barren. Life is never barren if we turn to Lord Buddha and His Teaching. A grain may not reap now but in the next harvest. This is because all things come and go.. but may come again if the primer has not been stopped.

The primer that is not stopped is like the process of karma.

It’s acycle of temporary state.

You cannot just throw it away because it’s been with you from the very beginning – from your past life. It’s here with you while you’re in this world, in this universe – in this cycle of life. All of these – the good and the evil – they just co-exist.

Therefore, to all men and women, girls and boys, examine yourself, physically and mentally, and analyze well..

Am I not right about the things that I have just told you? If so, do start practicing. All things are just temporary existences. They exist and, all too soon will end. And, at the end, the body ceases to function; the bones are moved to the soil of the earth. It finally ends and there’s no way to stop it.

Even Lord Buddha Himself underwent the same thing. His bodily formations turned into soil like any other human beings or creatures in this world when they die. All bodies return to earth as death comes. The mind and soul, however, will be on the path to attain Nirvana. It will not return, but will remain in a calm and peaceful condition, free from disturbance and sufferings.

This is known as the liberated condition, free from any process of the cycle, from the birth-aging-pain-death process – from all temporary existence. L ord Buddha is one who steered his mind on a long path. He is the grain that does not reap again. There is no primer, nothing to start rebirth. Yet His Teaching on Dhamma remains intact. And anyone who practices Dhamma will gain from it. It’s up to you whether you want to study and practice, as His Teaching is always here.

I ask you, therefore, to turn to His Teaching, to the The Three Common Characteristics; Impermanence, Suffering, Soulless, turn to the Kasaya (The yellow robe in Buddhism), to the Threefold Guide (Buddha – the Enlightened One, Dhamma – the Doctrine, and Sangha – the Order). Practice Lord Buddha’s Teaching and you will find true happiness and progress. We are now in the Buddhist Year 2552 (since the passing of Lord Buddha). This is the mid-era of the Buddha Period (Year 5,000). Therefore, in the remaining 2,448 years, let us carry on His Teaching to reach the Buddha Period of Year 5,000. Let us live according to His Teaching and there will not be as much disaster as there in the present..

..Seek the Truth by turning to Lord Buddha’s Teachings for He is the Enlightened One who knows the truth about all things.No one can compare to Him in greatness and wisdom. His teaching on the true nature of Dhamma (or ‘what is what’) is the greatest of all teachings in this world. He shows us that things are born, exist and at the end will die, ceasing to exist. He shows us that all things are just transientwhich one day will end. Therefore, this is my message to all intellects: do not be careless or negligent. But be mindful and take the Noble Eightfold Path – right understanding, right thought, right speech, right action, right livelihood, right effort, right mindfulness and right concentration – just as Lord Buddha did. Respect His Teaching and all living creatures of this earth will forever live in comfort until the end of the Buddha Period (Year 5000), as it had been told in the past till this very day. It’s certain that I will not live until that period for no one lives to be 5,000 years old anyway. But, for His Teaching to be kept and practiced till the year 5,000, these four factors are important..

.. Through the work of monks, nuns, devotees and laymen who must support and carry on the religion, especially the Teaching until the Buddha Year 5,000 arrives. In order for that to happen, the monks and nuns, devotees and laymen need to carry on the practice. We are now in the Buddha Year 2552 which is slightly over halfway there.

All that’s left for everyone in this world to do is to seek the truth from Lord Buddha’s Teaching because that’s the only way to bring Buddhism to its 5,000th year. Lord Buddha showed us the way, through his sacrifice and perseverance to attain freedom from sufferings and to carry on His Teaching and practice to the newer generations.

And it would be because we neglect the Teaching.. because we fail to examine our soul.. because we fail to unite. Lord Buddha teaches us to have love, compassion, unity and sacrifice. He teaches us to unite and practice together as siblings; to love and share this earth together. Life is so short for everyone. In fact, no one will live to be 100 years old, and definitely not 1,000 years. And after that, all that remains with you is your good deeds and bad deeds.

And now, I would like to bring today’s subject about transient existence to an end. To sum it all up, remember that in order for Buddhism to live on..

Monks, nuns, devotees and laymen have to do their parts in passing on the religion until the end so that our children will always be mindful, and that humanity will live in glory again.

All this can happen if everyone steers their soul on the right path. We need to unite together – to live together in harmony – as a nation, a continent and the world, as one. This is the only way that we will all live peacefully and comfortably, that we will go through the normal process of birth, aging, pain and death as taught by Lord Buddha. And now, let me end this talk on the subject of imaginings.

In this Year 2552, may you find Dhamma as your guide to life, and may you be filled with happiness and glory. I have written this book from the heart, with no intention of making any profits. May every reader be profited with Dhamma and good deeds and thoughts. With due respects and regards to every single reader.